วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563

โอกาศของคนจะหางานหรืออยากจ้างงานฟรีแลนซ์อ่านทางนี้

ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยีก็เปลี่ยนตาม การทำงานก็เปลี่ยนด้วยเช่นกัน... คนที่มีฝีมือสามารถหางานได้โดยไม่ต้องไปเดินทางไปทำงานที่ออฟฟิศ อยู่บ้านหางานทำออนไลน์ มีรายได้ทั้งเงินบาท เงินดอลล่าร์ ไม่ต้องออกจากงานใช้เวลาว่างทำงาน หรือถ้าหากต้องออกจากงาน จะมาหางานอะไรทำต่อไปดี.... นักศึกษายังไม่จบก็สามารถทำงานไปเรียนหนังสือไป...

งานฟรีแลนซ์หรืองานออนไลน์เป็นงานทีหารายได้ อีกวิธี และปัจจุบันก็มีช่องทางในการหางานโดยที่ไม่ต้องออกจากบ้านไปวิ่งขายงาน นำเสนอความสามารถ อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลอีกว่า เมื่อทำงานเสร็จแล้วจะไม่ได้รับค่าจ้าง เพราะการจ้างจะผ่านคนกลางที่จะดูแลเรื่องนี้

วันนี้จะมาแนะนำเว็บไซต์หางานสำหรับฟรีแลนซ์ และ ยังสามารถให้ผู้ว่าจ้างเลือกที่จะจ้างงานเป็นเรื่อง ๆ ไปอีกด้วยเช่นวันนี้เรามี ผลิตภัณฑ์ ที่ยังไม้ได้ออกแบบโลโก้เราก็สามารถหาฟรีแลนซ์ที่รับจ้างออกแบบโลโก้ให้เราได้ หรือ ต้องการหานักออกแบบแพคเกจสำหรับสินค้าเราก็จะสามารถมองหาฟรีแลนซ์ฝีมือดีมาออกแบบให้เราได้

ผู้สมัครเป็นฟรีแลนซ์ก็จะต้องทำเสนอความสามารถพร้อมผลงาน และผู้ว่าจ้างเมื่อได้รับงานแล้วต้องมารีวิวผลงานให้ ดังนั้นเมื่อทำไปนานๆ ผู้รับจ้างก็จะน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

ผู้ว่าจ้างเองก็เช่นกัน ผู้จะรับงานก็จะรู้ได้ว่า ได้คะแนนจากผู้รับจ้างมาเท่าไหร่แล้ว

1. เว็บในประเทศไทยที่อยากแนะนำก็คือ https://fastwork.co/   งานส่วนใหญ่ในนี้มีหลายประเภทมากจะเป็นงานออกแบบกราฟฟิก งานการตลาดออนไลน์เช่น เขียนคำโฆษณา งานตัดต่อวีดีโอ จ้างรีวิวสินค้า สำหรับ fastwork เป็นแพทฟรอม หางาน โดย Startup ไทย

2. เว็บ https://www.freelancer.co.th/ เป็นแพทฟอร์มมาจากต่างประเทศพยายามเข้ามาให้บริการในประเทศแต่การจ้างงานโดยมากมาจากต่างประเทศ จุดเด่นของเว็บนี้คือสมัครรับงานง่ายมาก ในเบื้องต้นยังไม่ต้องกรอกอะไรมากเพียงแต่บอกว่าเรามีความสามารถอะไร อยู่ในระดับไหน หลังจากนั้นเราค่อยเข้าไปเพิ่ม แต่ในระหว่างนั้นจะมีงานมานำเสนอว่า มีใครจะจ้างงานในงานที่เรามีความถนัดบ้าง ผู้ว่าจ่างเป็นใคร ต้องการให้งนเสร็จภายในกี่วัน และมีคะแนนและรีวิว ระดับไหน

3. https://www.fiverr.com/ เป็นแพทฟอร์มจากต่างประเทศที่มีประเภทของงานเยอะมาก และถ้าหากต้องการจะจ้างชาวต่างชาติทำงานก็ไม่แพง งานบางอย่างเริมที่ราคา 10$ เช่นงานบันทึกเสียงในภาษาต่าง ๆ เป็นต้น

ดังนั้นในยุคนี้หากต้องการรายได้เสริมรายได้หลัก อาชีพอิสระ สามารถเริ่มต้นด้วยการทำไปพร้อม ๆ กับงานประจำ หาแหล่งงานหลายๆด้าน และประเมินความสามารถของตัวเองว่าเราจะสามารถทำงานอะไรได้บ้าง หรือถ้าหากยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไร ลองเข้าไปดูงานออนไลน์ของทั้งสามเว็บนี้ดูก่อนว่า งานอะไรที่ตลาดต้องการ แล้วความสามารถของเราต้องประปรุงอะไรบ้าง 

หรือบางคนมีความสามารถด้านภาษาอาจจะเป็นคนกลางประสานงานต่างประเทศแล้วมาแบ่งกันทำกับเพื่อนในประเทศก็สามารถทำได้

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563

รัฐบาลสิงคโปร์ ชวนประชาชนของเขา ดูแลสุขภาพผ่าน LumiHealth

 เห็นข่าวนี้ก็อดที่จะเอามาเล่าต่อไม่ได้ เป็นความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลสิงคโป และ บริษัทเอกชนอย่าง Apple และข่าวนี้ก็ วางแผนที่จะออกมาหลังจากที่มีการเปิดตัว Apple Watch ซีรี่ 6 เมื่อวันที่ 16 กันยาที่ผ่านมา ฟีเจอที่เพิ่ทเข้ามาในรุ่นนี้ก็คือ เซ็นเซอร์ที่สามารถวัด ออกซิเจนในเลือด ผ่านแสงสีแดงที่ส่องลงไปใต้ผิวหนังและสะท้อนกลับมาประมวลผล 



ระดับออกซิเจนต่ำ (Hypoxemia) คือ แรงดันออกซิเจนหรือค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนน้อยว่าปกติ นั่นคือการมีระดับออกซิเจนในเลือดอยู่ต่ำกว่า 60 มิลลิเมตรปรอท หรือมีค่าความอิ่มตัวในเลือดน้อยกว่า 96% การที่มีระดับออกซิเจนต่ำอาจเกิดได้จากการเป็นโรคโลหิตจาง โรคปอดเรื้อรัง โรคถุงลมโป่งพอง โรคปอดบวม หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับหลอดลมและปอด ภาวะน้ำท่วมปอด ซึ่งโรคเหล่านี้จะทำให้ปอดทำงานได้ไม่เต็มที่ ร่างกายจึงเกิดภาวะขาดออกซิเจน ส่งผลให้มสมองทำงานและสั่งงานช้าลง หรือเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว หรือการเข้าไปอยู่ในสถานที่อับอากาศก็เป็นสาเหตุให้เกิดสภาวะออกซิเจนต่ำได้

อ้างอิงจาก[1] https://www.mcareshop.com/article/4/

Apple Inc.และรัฐบาลสิงคโปร์ได้ร่วมมือกับโครงการด้านสุขภาพระยะเวลาสองปีที่เรียกว่า LumiHealth ซึ่งสร้างขึ้นจากการติดตามและให้รางวัลแก่พฤติกรรมของผู้ใช้ผ่านอุปกรณ์ Apple Watch และแอป iPhone

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับ LumiHealth https://www.healthhub.sg/programmes/lumihealth#faq ซึ่งใช้กับประชาชนของสิงคโป ชาวสิงคโปร์จะสามารถรับรางวัลและบัตรกำนัลได้มากถึง S $ 380 ($ 280) โดยทำตามเป้าหมายและภารกิจที่กำหนดไว้ในแอป เป้าหมายสามารถทำได้โดยการเดินหรือทำแบบฝึกหัดอื่น ๆ เช่นว่ายน้ำหรือโยคะและแอป LumiHealth จะนำเสนอการฝึกสอนและการแจ้งเตือนส่วนบุคคลสำหรับการตรวจคัดกรองสุขภาพและการฉีดวัคซีน ความท้าทายด้านสุขภาพจะกระตุ้นผู้ใช้ให้เลือกอาหารที่ดีขึ้นและปรับปรุงพฤติกรรมการนอนหลับ

โครงการนี้ ประชาชนต้องมี Apple watch ซีรี่ย์ 3 ขึ้นไปจึงจะเข้าร่วมโครงการได้

รองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ กล่าวว่า “ แม้ว่าเราทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายของ COVID-19 เราก็ต้องลงทุนต่อไปเพื่ออนาคตของเรา และไม่มีการลงทุนใดที่ดีไปกว่าสุขภาพส่วนตัวของเราเอง”

สำหรับเซ็นเซอร์ของ Apple Watch นั้น เมื่อปี 2019 กับ Apple Watch รุ่นก่อนหน้านั้น นักวิจัยจาก Stanford University School of Medicine ได้นำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้นของ Apple Heart Study โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 400,000 คน นักวิจัยรายงานว่าเทคโนโลยีที่สวมใส่ได้สามารถระบุความผิดปกติของอัตราการเต้นของหัวใจได้อย่างปลอดภัยซึ่งการทดสอบในภายหลังยืนยันว่าเป็นภาวะหัวใจห้องบนซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดสมองและการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกา

ข้อค้นพบที่สำคัญจากการศึกษา ได้แก่ :

  • โดยรวมแล้วมีผู้เข้าร่วมเพียง 0.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้รับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับชีพจรที่ผิดปกติซึ่งเป็นการค้นพบที่สำคัญเนื่องจากมีข้อกังวลเกี่ยวกับการแจ้งเตือนเกินที่อาจเกิดขึ้น
  • การเปรียบเทียบระหว่างการตรวจจับชีพจรที่ผิดปกติบน Apple Watch และการบันทึกแพทช์คลื่นไฟฟ้าหัวใจพร้อมกันแสดงให้เห็นว่าอัลกอริธึมการตรวจจับชีพจร (ระบุการอ่านค่าทาโคแกรมเป็นบวก) มีค่าทำนายผลบวก 71 เปอร์เซ็นต์ แปดสิบสี่เปอร์เซ็นต์ของเวลาผู้เข้าร่วมที่ได้รับการแจ้งเตือนชีพจรผิดปกติพบว่าอยู่ในภาวะหัวใจห้องบนในเวลาที่ได้รับการแจ้งเตือน 
  • หนึ่งในสาม (ร้อยละ 34) ของผู้เข้าร่วมที่ได้รับการแจ้งเตือนชีพจรผิดปกติและติดตามโดยใช้แพทช์ ECG ในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมาพบว่ามีภาวะหัวใจห้องบน เนื่องจากภาวะหัวใจห้องบนเป็นภาวะที่ไม่ต่อเนื่องจึงไม่น่าแปลกใจที่จะตรวจไม่พบในการตรวจติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจในภายหลัง 
  • ห้าสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ได้รับการแจ้งเตือนชีพจรผิดปกติขอความช่วยเหลือจากแพทย์

สำหรับการศึกษาผู้เข้าร่วมแต่ละคนจะต้องมี Apple Watch (ซีรีส์ 1, 2 หรือ 3) และ iPhone Apple Watch

ส่วน Apple Heart Study ไมไ่ด้มีบริการในประเทศไทย

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563

เพียงแค่บอก สามคำก็ระบุตำแหน่งที่เราไม่รู้จักได้

 หลายคนอาจจะเคยเกิดปัญหาเมื่อเกิด อุบัติเหตุ แล้วไม่รู้ว่าจะแจ้งตำแหน่ง ว่าเกิดเหตุที่ไหนบนถนนอะไร เจ้าหน้าที่ถาม มุ่งหน้าเข้าหรือออก เราก็ไม่รู้ว่าจะตอบยังไง



วันนี้มีบริการใหม่ ชื่อว่า https://what3words.com/ ให้ความแม่นยำสูง เพราะได้ใช้พิกัสตารางบนพื้นโลกเพียง 3x3 เมตรเท่านั้น ให้ลองนึกภาพว่าตำแหน่งที่เรานั่งอยู่มีตาราง 3 x 3 เมตรต่อกัน แต่ละตำแหน่งมีชื่อเรียก โดยที่ใช้ คำสามคำมาต่อกันเหมือนกับชื่อเว็บไซต์ เช่น https://what3words.com/แม่พระ.สูงมาก.เต่ง


และสามารถระบุเป็นชื่อ


ภาพจาก https://what3words.com/news/ride-hailing/all-electric-chauffeur-service-havn-integrates-what3words/

การนำไปใช้งาน

มีตัวอย่างการนำไปใช้กับ Airbnb  เพื่อระบุจุดทั้งแคมป์ที่จองไว้กับชนเผ่ากวางเรนเดีย ซึ่งพวกเขาจะย้ายถิ่นฐานบ่อยดังนั้น ใครจะจองสถานที่ค่อนค่างจะยาก Airbnb จึงนำ what3words มาใช้เพื่อระบุตำแต่งในการตั้งแคมป์ และตอนนี้ ครอบครัว ชนเผ่า Dukha  ได้ใช้ what3words ระบุว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน

ตัวอย่างการระบุจุดตั้งแคมป์

Network Rail เป็นเจ้าของดำเนินการและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟของสหราชอาณาจักรใช้ในการแจ้งความเสียหายของเส้นทาง
 

ลองนึกภาพเมื่อรถไฟพาเราผ่านไปในสถานที่ ที่เราไม่รู้จัก ก็มักจะบอกไม่ได้ว่าตำแหน่งๆต่าง ๆ ที่อยู่บนทางรถไฟจุดที่ชำรุดเกิดดินถล่มอยู่ตำแหน่งไหนบนแผนที่

Shop & Ship นำ what3words เพื่อประสบการณ์ลูกค้าที่ดีขึ้น



ที่  Kingdom of Saudi Arabia แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้จัดส่งพัสดุไปยังราชอาณาจักร แพลตฟอร์มการจัดส่ง Shop & Ship ของ Aramex ทำให้ Saudis สามารถซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้ง่ายขึ้นโดยสั่งซื้อสินค้าไปยังสถานที่จัดเก็บใน 24 ประเทศจากนั้นจะจัดส่งไปยังซาอุดิอาระเบียเพื่อจัดส่งถึงบ้าน


ต่อไปนี้เมื่อเรา้เจอใครส่ง คำสามคำมา เราควรจะนำไปเปิดกับ ระบบแผนที่ของ what3words ก็จะได้กับตำแหน่งที่ถูกต้อง โอกาศที่ชื่อจะซ้ำกันก็มีเขาจึงมีการระบุประเทศลงไปด้วย เพื่อให้รหัสชื่อสามคำนั้นอ่านง่าย

 what3words ปัจุบัน มี 45 ภาษา (และยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ... ) ทำให้มีผู้เราสามารถเข้าถึงบริการได้มากขึ้นและเป็นมาตรฐานการระบุที่อยู่ทั่วโลกแบบใหม่


วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563

เมื่อมนุษย์ทำให้ AI ประมวลผลเชิงอารมณ์ การรู้ดิจิทัลของเรา (Digital Literacy) ไม่เริ่มไม่ได้แล้ว

การประมวลผลเชิงอารมณ์หรือ“ AI ทางอารมณ์” ปรับแต่งประสบการณ์ตามพฤติกรรมความชอบและอารมณ์ของผู้ใช้แต่ละคน 

ในอดีตคอมพิวเตอร์ไม่สามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์กับอารมณ์ของมนุษย์หรือปัจจัยทางอารมณ์ได้ แต่สิ่งนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปเมื่อนักประดิษฐ์กำลังเพิ่มความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ให้กับ IQ ของเทคโนโลยีในระดับที่เหมาะสม การผสมผสาน AI 

 ในอนาคต ในอนาคตอันใกล้การโต้ตอบกับเทคโนโลยีของมนุษย์ที่ชาญฉลาดทางอารมณ์เช่นนี้น่าจะก่อให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ และวิธีการทำงานใหม่ ๆ

เช่นแอพจะถามคำถามที่อนุญาตให้ลูกค้าแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับความสนใจความกังวลและความต้องการระยะยาวของพวกเขา นอกจากนี้ยังรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลประโยชน์การกุศลเป้าหมายของแต่ละบุคคลบุคคลสำคัญและความสัมพันธ์ อัลกอริทึมตรงกับความสนใจของลูกค้ากับเนื้อหาการบริหารความมั่งคั่งนำเสนอข้อมูลการลงทุนและการเงินที่เป็นส่วนตัว

การศึกษาพฤติกรรมจากน้ำเสียงผ่านการสนทนากับ AI ซึ่งจะทำให้ AI โต้ตอบกับมนุาย์แบบมีอารมณ์ ทำให้เกิดอรรถรส ในการสนทนา




สวมเอียร์บัดตรวจจับสมองที่มีอิเล็กโทรดที่วัดการทำงานของสมองชองมนุษย์ อุปกรณ์ มีลักษณะและการทำงานเหมือนเอียร์บัดบลูทู ธ มาตรฐาน สวมทางศรีษะ มันคือ electroencephalogram (EEG) แบบเคลื่อนที่ที่สามารถวัดและวิเคราะห์ระดับความเครียดและความฟุ้งซ่านให้ผู้สวมใส่  และได้รับข้อเสนอแนะทันทีเพื่อปรับปรุงสุขภาพประสิทธิภาพการทำงานหลังการประชุมเครียด

เมื่อ AI เรียนรู้อารมณ์ มนุษย์ต้องรู้ดิจิทัล

 เด็กยุคนี้เราอาจจะเรียกเขาว่า ชาวดิจิทัล เพราะเด็กๆยุคนี้จะสามารถมีส่วนร่วมเทคโนโลยี่ได้อย่างง่ายดาย เช่นการเข้าถึงสือส้งคมออนไลน์ การใช้งานวีดีโอสตรีมมิ่งหรือการถ่ายทอดสด

เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุการเข้าถึง หรือการรู้ดิจิทัล ดูจะน้อยมากและจะไม่ค่อยถนัดเวลาต้องใช้งาน เมื่อคนสองวัยมาเจอกัน ผู้สูงอายุก็จะไม่เข้าใจว่า ทำไมเด็กๆชอบอยู่แต่หน้าจอ ตลอดเวลา 

สำหรับผู้ที่ไม่รู้ดิจิทัล ก็อาจจะไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการต่าง ๆ ของรัฐได้ ยกตัวอย่าง การลงทะเบียนเพื่อ ขอรับควาช่วยเหลือจากรัฐ ช่วง covid-19 

สมรรถนะสำหรับความรู้ดิจิตอลสามารถจำแนกตามสามหลักการสำคัญ: การใช้งาน การเข้าใจ และการสร้าง 

การใช้งาน (Use)แสดงถึงความคล่องแคล่วทางเทคนิคที่จำเป็นในการมีส่วนร่วมกับคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ทักษะและความสามารถที่อยู่ภายใต้การ“ ใช้” มีตั้งแต่ความรู้ทางเทคนิคขั้นพื้นฐานโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น โปรแกรมประมวลผลคำ เว็บเบราว์เซอร์ อีเมล และเครื่องมือสื่อสารอื่น ๆ ไปจนถึงความสามารถที่ซับซ้อนมากขึ้น ในการเข้าถึง และใช้แหล่งข้อมูลความรู้เช่นเครื่องมือค้นหา และฐานข้อมูลออนไลน์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่นคลาวด์คอมพิวติ้ง

เข้าใจ (Understand)ว่าเป็นส่วนสำคัญ - เป็นชุดของทักษะที่ช่วยให้เราเข้าใจบริบทและประเมินสื่อดิจิทัลอย่างมีวิจารณญาณเพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดเกี่ยวกับสิ่งที่เราทำและพบทางออนไลน์ ทักษะเหล่านี้เป็นทักษะสำคัญที่เราต้องใช้ในการเริ่มสอนลูก ๆ ทันทีที่ออนไลน์

ทำความเข้าใจรวมถึงการตระหนักว่าเทคโนโลยีเครือข่ายส่งผลต่อพฤติกรรมของเราและการรับรู้ความเชื่อและความรู้สึกของเราเกี่ยวกับโลกรอบตัวเราอย่างไร

นอกจากนี้ความเข้าใจยังเตรียมเราให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจแห่งความรู้ในขณะที่เราพัฒนาทักษะการจัดการข้อมูลแบบรายบุคคลและแบบรวมสำหรับการค้นหาประเมินและใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิผลเพื่อสื่อสารทำงานร่วมกันและแก้ปัญหา

สร้าง (Create) คือความสามารถในการผลิตเนื้อหาและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพผ่านเครื่องมือสื่อดิจิทัลที่หลากหลาย การสร้างสรรค์ด้วยสื่อดิจิทัลเป็นมากกว่าการรู้วิธีใช้โปรแกรมประมวลผลคำหรือเขียนอีเมลซึ่งรวมถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนสิ่งที่เราผลิตสำหรับบริบทและผู้ชมที่หลากหลาย เพื่อสร้างและสื่อสารโดยใช้สื่อสมบูรณ์เช่นรูปภาพวิดีโอและเสียง และมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบกับเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นจาก Web 2.0 เช่นบล็อกและฟอรัมการสนทนาการแบ่งปันวิดีโอและภาพถ่ายการเล่นเกมบนโซเชียลและโซเชียลมีเดียรูปแบบอื่น ๆ

สิ่งที่ยังน่าห่วงคือ “ความปลอดภัยในข้อมูลส่วนบุคคล” เพราะทุกช่วงวัยยังมีพฤติกรรมเสี่ยงในโลกออนไลน์ ทั้งการไม่เปลี่ยนรหัสผ่านทุก 3 เดือน การระบุวันเดือนปีเกิดในโลกออนไลน์ การทำธุรกรรมในเว็บธนาคารโดยไม่สังเกตURL  การคลิ๊กลิงก์ที่ไม่รู้จัก แชร์โลเคชั่นพิกัดของตนเอง ไม่ลบรหัสผ่านหลังใช้อินเทอร์เน็ตสาธารณะ ไม่ตั้งคำสั่งล็อคหน้าจออัตโนมัติหลังเลิกใช้งาน อัพโหลดบอร์ดดิ้งพาสในโซเชียลมีเดีย ฯลฯ โดยพบว่า Gen Z ที่อายุไม่เกิน 22 ปีเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเองมากที่สุด ขณะที่ทุกช่วงวัยมีความตระหนักรู้อันตรายของพฤติกรรมเหล่านี้ต่ำมาก เช่น กรณีการอัพโหลดบอร์ดดิงพาสก่อนขึ้นเครื่อง มีคนรู้ว่าไม่ปลอดภัยเพียงร้อยละ 12

สิ่งที่สำคัญในยุคนี้ คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะโลกของดิจิจทัลเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมีอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ ทักษะในการหาความรู้ การสืบค้น การสังเกตุ

ภายใต้ "การรู้ดิจิทัล" คือความหลากหลายของทักษะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันซึ่งทักษะเหล่านั้นอยู่ภายใต้ การรู้สื่อ (Media literacy) การรู้เทคโนโลยี (Technology literacy) การรู้สารสนเทศ (Information literacy) การรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เห็น (Visual literacy) การรู้การสื่อสาร (Communication literacy) และการรู้สังคม (Social literacy)


 

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563

Facebook จะฟ้องรัฐบาลไทย

เป็นข่าวเมื่อต้นเดือนสิงหาคมทางกระทรวง DES ส่งคำสั่งศาลไปให้ Facebook ปิดกลุ่มบางกลุ่มที่มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อมาก็ได้มีการเปิดเผยว่า เป็นกลุ่ม “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” ซึ่งมีผู้ติดตาม 1 ล้านคน หลังจากนั้นไม่นาน วันที่ 25 สิงหาคม Facebook ก็ได้ทำการปิดกลุ่มนี้ และ ไม่สามารถเข้าถึงได้ไม่ว่าจะผ่านช่องทางในประเทศหรือนอกประเทศ

กลุ่มนี้ตั้งในช่วงที่รัฐบาล สั่งให้ทุกกิจการหยุดอยู่บ้านในช่วง มีนาคม - พฤษภาคมที่ผ่านมา จึงทำให้ นักศึกษาหลายมหาวิทยาลัย เปิดกลุ่ม มาร์เก็ตเพลสกันขึ้นมา เพื่อซื้อขายสินค้าโดยใช้ชื่อ มหาวิทยาลัย เช่น ธรรมศาสตร์มาเก็ตเพลส จุฬามาเก็ตเพลส โดยมีรุ่นพี่ รุ่นน้อง ศิษย์เก่า มาโพสต์ซื้อ ขายสินค้ากัน

หลังจากเฟสบุคได้ทำการปิดกลุ่มนี้ไป ก็มีการให้สัมภาษณ์ของ โฆษกเฟสบุคผ่าน CNN และเว็บไซต์ Business Insider [อ้างอิง ข่าวจาก CNN] 

Facebook กล่าวว่ารัฐบาลไทย "บังคับ" ไม่ให้ผู้ใช้ในประเทศไทยเข้าถึง Royalist Marketplace ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสมาชิก 1 ล้านคนที่มีโพสต์เกี่ยวกับราชวงศ์ไทย เฟซบุ๊กระบุว่ารัฐบาลเห็นว่าเนื้อหา "ผิดกฎหมาย"
"คำขอเช่นนี้รุนแรงขัดต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแสดงออกของผู้คน" โฆษกของ Facebook กล่าวในแถลงการณ์ของ CNN Business "เราทำงานเพื่อปกป้องและปกป้องสิทธิ์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนและกำลังเตรียมที่จะท้าทายคำขอนี้ตามกฎหมาย"

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาหลังจากปิดไป ผู้ก่อตั้งกลุ่ม รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” ก็ได้ตั้งกลุ่มขึ้นมาใหม่และก็มีผู้ติดตามกลับมากว่า 6 แสนคนภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

จากประเด็นที่เกิดขึ้นนี้เฟสบุคเองก็คงออกมาแสดงจุดยื่นว่าเขาส่งเสริมเสรีภาพในการ แสดงความคิดเห็น ตามประเภทของธุรกิจของเฟสบุค การที่เฟสบุคจะฟ้องจริงหรือไม่นั้นคงต้องติดตามกันต่อไป

จากกระแสของเรื่องนี้ทำให้ข้อความ รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลสติดอันดับเทรนของ Google ในวันนี้



ที่ผ่านมา Facebook มีนโยบายลบข้อความที่ก่อให้เปิดความรุ่นแรงของนักการเมืองมาแล้ว ดังนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่ Facebook จะมีปัญหากับ นักการเมือง เช่นในประเทศตัวเอง Facebook ก็เคยมีปัญหากับทรัมป์ เรื่องการลบ ข้อความหาเสียงที่ก่อให้เกิดความรุนแรง

ที่อินเดีย Facebook ก็มีปัญหากับ นาย T. raja Singh นักการเมือง [อ้างอิง ข่าวจาก WSJ] กับการพูดที่ถึง ชาวโรฮิงญา ไปในทางที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง




วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563

อาชีพที่รอคุณอยู่ในยุค 5G

 ช่วงนี้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G กำลังทยอยออกมาให้เลือกซื้อกันแล้ว สำหรับคนที่ต้องการจะใช้บริการความเร็วสูงของ 5G ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ ระหว่าง 5G กับ 4G นั้นความเร็วแตกต่างกันมาก ยกตัวอย่างง่าย ๆ หากใครเคยโทรผ่าน Line ผ่านระบบ 4G จะพบว่าบางครั้งเสียงขาดๆหาย ๆ  ความเร็ว 20 กิกกะบิทต่อวินาทีนั้นหมายความว่าสามารถดาว์นโหลดภาพยนต์ความละเอียดสูงขนาด 2 กิกะไบต์ ภายในเวลาไม่ถึงห้านาที รองรับการเชื่อมต่อ เร็วกว่า 4G ประมาณ 20 เท่า สำหรับ 5G นั้นเว็บไซต์ TOT อ้างว่าในหนึ่งตารางกิโลเมตรจะรับอุปกรณ์ได้ 1 ล้านเครื่อง ซึ่ง 4G รองรับได้แค่ 1 แสนอุปกรณ์ในพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตรเราจึงมักจะพบกับปัญหาเวลามีคนมารวมตัวกันมากๆ จะมีปัญหาเรื่องการรับส่งข้อมูลที่ขาดๆหายๆ การมาของ 5G จะรองรับกับอนาคตของรถยนต์ไร้คนขับ หุ่นยนต์ในโรงงานที่ตอบสนองการควบคุมระยะไกล อย่างทันทีทันใดไม่เกิดการหน่วงเวลา ดังนั้นการส่งข้อมูลให้ AI ประมวลผล AI จะส่งข้อมูลกลับมาอย่างรวดเร็ว

เทคโนโลยีที่มารอในช่วงรอยต่อของ 4G และ 5G ก็คือ Iot, AI, Big DATA 

อาชีพที่รออยู่

1. นักวิเคราะห์ข้อมูล เนื่องจากข้อมูลมากมายจะวิ่งไปหาผู้ให้บริการร้านค้าออนไลน์ สินค้า IoT ที่ส่งข้อมูลกลับไปสะสมบนคราว์นคอมพิวติ้ง ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่รอให้นักวิเคราะห์ข้อมูลไปวิเคราะห์ว่าลูกค้าชอบสินค้าแบบไหน สินค้าแบบไหนที่ลูกค้าต้องการ

2.นักเทคโนโลยีที่มีความเข้าใจระบบ สามารถ out source งานและประสานงานกับ ซอฟต์แวร์เฮาส์ต่าง ๆ ได้เพราะแนวโน้มนักพัฒนาซอฟต์แวร์จะรับงานอิสระมากขึ้น รวมถึงโปรแกรมเมอร์ด้วย 

อาชีพที่ไม่ต้องใช้ไอทีมากนั้นก็รออยู่

3.นักขายหรือนักการตลาดออนไลน์ที่สามารถนำเอาข้อมูลต่างๆมาวิเคราะห์ได้ว่าสินค้าอะไรน่าจะนำเสนอให้กับคนกลุ่มไหน นักขายต้องวิเคราะห์ข้อมูลได้ หรือตอนนี้ควรจะเอาอะไรมานำเสนอ นักการตลาดที่มีความสามารถติดต่อประสานงานกับต่างประเทศ มีความรู้ความเข้าใจวัฒนธรรมระหว่างประเทศ หรือจะเรียกว่านักการตลาดออนไลน์ระหว่างประเทศ

4. นักกฏหมายที่รู้กฏหมายของแต่ละประเทศ ยกตัวอย่างที่เกิดในบ้านเราตอนที่ Grab car, Uber เข้ามาให้บริการใหม่ๆ ก็มีปัญหาเรื่องรถป้ายดำ ที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นแท็กซี่ จะให้บริการรับส่งก็จะผิดกฏหมาย

5. Online Instructor รวมถึงอาชีพ Youtuber ที่ทุกคนสามารถนำเสนอความรู้ความสามารถต่าง ๆ ออกทางช่องทาง Video Streaming เช่น youtube Twitch.tv 

6. อีสปอร์ต (Esports) กีฬาออนไลน์ และ Game Caster ที่ต้องมีทักษะด้านการพูด การสื่อสาร เพราะใช้เสียงเป็นหลัก หากพูดแล้วสื่อสารได้ไม่ได้ แม้ว่าจะสร้างสรรค์แค่ไหนก็ยากที่จะถ่ายทอด อารมณ์ต่าง ๆ ไปสู่ผู้รับชมได้


แหล่งหางานออนไลน์

เว็บไซต์ https://fastwork.co/  https://www.fiverr.com/  https://www.freelancebay.com/

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563

อินเดียแบน TikTok และแอปอื่นๆ จากจีนหลังจากมีการปะทะกันที่ชายแดน

หลังจากที่มีการปะทะกันที่ชายแดนบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ระหว่างกองทัพอินเดียและจีน ทำให้เดือนนี้ ทหารอิเดียเสียชีวิต 20 นาย ทางรัฐบาลของอินเดียจึงมีความกังวลว่า แอปของจีนที่ได้รับความนิยมในโลกโซเชียล อาจจะทำให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคง

แอปพลิเคชั่นของจีนหลายตัวกำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลกโดยเฉพาะในอินเดียที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่สอง ความกังวลของรัฐบาลอินเดียเกรงว่าแอปพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยมจากวัยรุ่รอินเดีย คือ TikTok นั้นจะแอบส่งข้อมูลกลับไปยังจีน จึงได้ประกาศแบนแอพลิเคชั่น tiktok 

ไม่ใช้เฉพาะ Tiktok เท่านั้น WeChat ของ Tencent Holding และ UC Browser ของ Alibaba Group ก็ได้รับผลกระทบไปด้วยซึ่งแอปสองตัวนี้มีผู้ใช้งานมากกว่า 1.2 พันล้านรายโดยเฉพาะในดอินเดียและอิโดนิเซีย

แอพTikTokเป็นวีดีโอแอพ แบบโซเชีลมีเดีย เจ้าของก็คือ บริษัท ByteDance Ltd, ตั้งอยู่ที่ปักกิ่ง แอพนี้ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นอินเดีย พอๆ กับ Facebook และ WhatApp

เดื่อนที่ผ่านมา TikTok ถูกดาว์นโหลดและติดอันดับฮิตอันดับต้นๆ ชองหนึ่งใน10 จากการจัดอันดับและเป็นแอฟจากประเทศจีนสามค่ายนี้

Bytedance ได้เข้ามาลงทุนในอินเดีย และมีพนักงานถึง 2000 คนในอินเดีย ล่าสุดโฆษกหญิงของเขาได้ออกมายืนยันว่าแอพ TikTok นั้นปลอดภัยและพร้อมที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลอินเดีย ซึ่งรัฐบาลสามารถติตด่อ ประสานงานได้ทันที ต่างจาก Tencent และ อาลีบาบา


TikTok นั้นได้พยายามทำงานกับท้องถิ่นในหลายๆประเทศ ซึ่งในไทยเอง TikTok ก็พยายามเข้ามาทำการตลาดดึงดูดวัยรุ่นให้เข้ามาใช้งาน ล่าสุดก็เปิดฟีเจอร์ดึงผู้สอนออนไลน์เข้ามาใช้ TikTok ในการสอนโดยเรียกชื่อว่า TikTokUni โดยมีการนำรางวัลมาเป็นตัวชูโรงให้กับผู้ที่สมัครเป็นผู้สอน

จากการที่เกิดการปะทะกันและมีการสูญเสียเกิดขึ้น ทำให้สงครามดิจิตอลร้อนขึ้นมาด้วยวัยรุ่นอินเดียต่างพากันลบแอปพลิเคชั่นของจีนออกจากเครื่องโทรศัพท์ด้วยการปลุกใจให้เกิดการเป็นชาตินิยม

เจ้าหน้าที่ของอินเดียกล่าวอีกว่า เขาจะห้ามบริษัทโทรคมที่มีรัฐเป็นเจ้าของ ซื้อสินค้าอุปกรณ์เครือข่าย 4G  และ 5G จาก Huawei และ ZTE ทางรัฐบาลของอินเดียยังได้เตือนผู้ประกอบการเอกชนที่กำลังจะเปิดตัว 5G

อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากรองจากจีนและเป็นตลาดใหญ่มากทั้ง google FaceBook และ Twitter ต่างก็ได้เข้ามาลงแข่งในสนามนี้ด้วยเช่นกัน

tiktok นั้นเคยถูกศาลที่อินเดียเมื่อปี 2562 ให้ถอดแอพนี้ออกจาก แอพสโตร์หลังจากมีการพิจารณาว่าอาจทำให้มีภาพเด็กอนาจารและมีการกลั่นแกล้งกันทางอินเตอร์เน็ต ต่อมาภายหลัง ศาลได้กลับคำตัดสิน เมื่อ TikTok ขออุธรณ์

หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐเองก็กำลังชั่งน้ำหนักว่า TikTokนั้นมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงของประเทศหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม กำลังมีการเสนอกฏหมายว่าห้ามพนักงานของรัฐเล่น TikTok