วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ไมโครซอฟต์กำลังจะทำ defender สำหรับ android , ios และ Linux

สถานการณ์ ไวรัสคอมพิวเตอร์ รุนแรงไม่แพ้กับไวรัสในมนุษย์เหมือนกัน ก็คือ ไวรัสคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันไวรัส ที่เราเคยพูดกันว่า mac หรือ Apple ไม่ติดไวรัส Linux ไม่ติดไวรัส แต่ในปัจจุบัน ไวรัสสามารถติดต่อผ่าน เว็บไซต์ผ่านการโฆษณาหลอกลวงต่าง ๆ ติดต่อกันผ่าน link ที่ส่งต่อๆกันผ่าน line เพื่อลักลอบขโมยข้อมูล บัญชีธนาคาร หรือ ทำให้การทำงาน ผิดพลาด หาก ติดไปถึงเครื่อง ของผู้ใช้งาน

ในปีที่ผ่านมาไมโครซอฟต์ได้เปิดตัว EDR สำหรับ  macOS และได้รับการตอบรับอย่างดี และได้พยายามที่จะทำให้สามารถใช้งานเพิ่มเติมผ่านระบบปฏิบัติการอื่นด้วย

ไมโครซอฟต์เปิดเผย ที่งาน RSA conference 2020 เขากำลังจะสร้าง Defender ระบบปฏิบัติการ Linux ออกมาแล้ว และภายในปีนี้ จะตามมาด้วย android และ  ios

หลังจากที่ไมโครซอฟต์ ถูกกล่าวหามานานว่าระบบปฏิบัติการ windows เป็นต้นเหตุของการเผยแพร่ไวรัสเพราะเนื่องจากผู้ใช้ทั่วไปไม่ได้ ติดตั้งซอฟต์แวร์ antivirus หากจะติดตั้งต้องซื้อเพิ่มเติมจากค่ายซอฟต์แวร์อื่นมาทำการติดตั้ง สำหรับระบบปฏิบัติการ  linux ถึงจะมี  firewall ให้ติดตั้งแต่น้อยคนที่จะทำการติดตั้งเพิ่มเติม อีกทั้ง ClamAV ของ Linux จะใช้ได้กับ desktop แต่ก็ยังไม่สามารถครอบคลุมไวรัสใหม่ๆได้ทันสมัย

การปล่อย Defender สำหรับ Linux เป็นความร่วมมือกันของ ubuntu linux และ ไมโครซอฟต์ที่ co-technical กันเรื่อง subsystem ของ windows สำหรับ Defender  บน linux สามารถใช้ได้กับ Linux หลายค่ายเหมือนกัน เช่น redhat Enterprise, debian, CentOS, SUSE ,Oracle Enterprise Linux

ผู้ใช้งานทั่วไปติดไวรัสได้อย่างไร
โดยมากก็จะติดมาจากการ copy ไฟล์ต่าง ๆ ผ่าน USB-drive ผ่านช่องทาง e-mail , การคลิก link ที่เชิญชวนต่าง ๆ ผ่านทุกช่องทางการสื่อสาร หลีกเลี่ยงการ crack software เพราะก่อน crack จะต้องปิดการทำงานของ antivirus ความรุนแรงของ ไวรัส ก็จะมีตั้งแต่ ก่อกวน ไปจนถึง เข้ารหัสเครื่องและเรียกค่าไถ่ บางตัวก็สามารถใช้ซอฟต์แวร์ antivirus ถอดรหัสได้บางตัวก็ไม่สามารถทำได้ 

เมื่อพูดถึง RSA conference แล้วก็ต้องเล่าว่างานนี้เป็นงานอะไร RSA conference 2020 เป็นงานประชุมวิชาการที่เกียวกับความปลอดภัยทาง cyber โดย RSA เป็นชื่อ ขั้นตอนวิธีสำหรับเข้ารหัสด้วยกุญแจดิจิตอลแบบอสมมาตร หรือ  Public Key encryption ปัจจุบันถูกนำมาใช้ในโครงสร้างพื้นฐานการเข้ารหัสและลายมือชื่อดิจิทัล โดยนักคณิตศาสตร์ สามคน  รอน ริเวสต์ (Ron Rivest) อาดี ชามีร์ (Adi Shamir) และเล็น แอเดิลแมน (Len Adleman) ที่ MIT โดยที่ RSA มาจากนามสกุลของทั้ง 3 คน สมัยที่พวกเขาเรียน ปริญญาเอกที่ MIT เมื่อปี เมื่อ พ.ศ. 2520 และทาง MIT จดสิทธิบัตรไว้เมื่อปี 2526 และสิทธิบัตรหมดอายุไปเมื่อปี 2543


อ้างอิง
https://techcommunity.microsoft.com/t5/microsoft-defender-atp/microsoft-defender-atp-for-linux-is-coming-and-a-sneak-peek-into/ba-p/1192251#

https://www.zdnet.com/article/microsoft-previews-microsoft-defender-atp-for-linux/

วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

การนำ เทคโนโลยีจดจำใบหน้ามาใช้ในโรงเรียน

โรงเรียนในนิวยอร์กได้นำเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามาใช้เพื่อความปลอดภัย แต่ ก็มีผู้ไม่เห็นด้วยที่จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ โดยเขาอ้างว่าจะทำให้เกิดความไม่เป็นส่วนตัวและความละเอียงในการใช้งาน สาเหตุของการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ สาเหตุมาจากเหตุ กราดยิงนักเรียนเมื่อปี 2019

โรงเรียนที่นำระบบนี้มาใช้นำร่องก็คือโรงเรียนรัฐบาลในเมือง Lockport เมืองเล็กๆที่ห่างออกไป 20 ไมล์ โดยระบบนี้จะทำการตรวจจับใบหน้าของผู้ที่โรงเรียนคิดว่าไม่น่าไว้ใจเช่นผู้ที่ถูกให้ออกจากโรงเรียน ผู้ที่มีประวัติก่ออาชญากรรม หรือ มีประวัติการล่วงละเมิดทางเพศ เป็นตั้น และระบบจะตรวจอาวุธ ปืนด้วย เมื่อกล้องหลายร้อยตัวตรวจพบในบริเวณใกล้กับโรงเรียน ก็จะ ส่งสัญญาณไปยัง รปภ

แต่เรื่องนี้ก็มีผู้ไม่เห็นด้วย โดยนาย Jim Shultz อายุ 62 ปีผู้ปกครองของนักเรียนมัธยมในโรงเรียนแห่งนั้นก็ออกมาโพสต์ปัญหาในกลุ่มเฟสบุค และยื่นตำร้องไปที่ผู้กำกับของเมื่องที่ลูกของเขาเรียน โดยเขาให้เหตุผลว่า โรงเรียนกำลังจะเปลี่ยนลูกหลานของพวกเขาให้กลายเป็นหนูทดลองในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงบุกรุกความเป็นส่วนตัว

จริงๆแล้วเทคโนโลยีจดจำใบหน้า ของบริษัทนี้ถูกนำไปใช้ในสถานที่ต่าง ๆ บ้างแล้ว เช่นสนามบิน สถานที่สาธารณะอื่น ๆ เช่น Madison Square Garden

ส่วนผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีของโรงเรียนล็อคพอร์ดซิตี้ ก็กล่าวว่าเขาเชื่อว่า การใช้เทคโนโลยีนี้เหตุการการดยิงที่ ฟลอริดาก็อาจจะไม่เกิดขึ้น

มุมมองของนักเรียนกันบ้างเด็กคนหนึ่งบอกว่า เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องติดกล้องมากมายเขาไม่รู้เหตุผล แต่ ก็มีเด็กที่รู้เหตุผลเขากล่าวว่าโรงเรียนของเขาสุดยอดมาก

ความเห็นของ นาย Shult ที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ได้รายงานไปยัง สหภาพเสรีภาพ พลเรือนนิวยอร์ก กลัชี้ไปที่ประเด็นความลำเอียงในเชื้อชาติ ผิวสี เขารายงานโดยให้ข้อมูลทางสถิติว่าปี 2558-2559 นักเรียนผิวสี ถูกลงโทษทางวินัย 25%

Jason nance ศาสตราจารย์ด้านกฏหมายของมหาวิทยาลัยฟลอริดา ให้ความเห้นว่า การระบุนักเรียนว่าเป็นบุคคลที่เฝ้าระวัง อาจจะมีผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจ หากนักเรียนที่ถูกพักการเรียนอาจถูกตรวจสอบอย่างหนัก และอาจจะจูงเข้าสูกระบวนการยุติธรรมโดยที่ไม่คาดคิด

อ้างอิง
https://www.nytimes.com/2020/02/06/business/facial-recognition-schools.html


วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563

งาน CES 2020 งานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใครมาเปิดตัวอะไรกันบ้าง

วันนี้จะมาชวนเพื่อน ๆ ติดตามเทคโนโลยีใหม่ ผ่านเว็บไซต์ของ cnet ซึ่งเป็นงาน ที่กำลังจัดขึ้นตอนนี้() ที่ เวิลด์เทรด ลาสเวกัส CES 2020 คืองาน Consumer Electronic Show 2020 ที่มี สินค้าที่จะออกมาขายกันในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น ทีวี ตู้เย็น กล้องถ่ายรูป รถยนต์ไฟฟ้า และอื่น ๆ อีกมากมายงานเริ่มวันที่ 7 ถึง10 มกราคม 2020 งานนี้มีคนไทยไปออกบูธด้วย งานยิ่งใหญ่มี บูธจัดแสดงมากถึง 44,567 บูธ ผมเลือกเด่นๆ มาแนะนำ

ทีวีที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็นำมาแสดงในงานนี้ด้วยหน้าจอ 292 นิ้ว นวัตกรรม MicroLED ไม่ใช่เอาหลายๆจอมาต่อกัน

จอ LED ที่ม้วนได้


SONY เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า ต้นแบบ เขาแซวกันว่ามันคือตู้แสดงเทคโนโลยี




Audi นำรถรุ่นใหม่ที่ไร้คนขับมีทั้ง AI และ VR มาแสดง



Google นำเอา Google Assistant มาแสดงร่วมกับ Nest ที่ Google ซื้อเพื่อจะนำมาทำ Smart Home ใช้ชื่อ
โซนของงานว่า Hey Google


Samsung นำเสนอ LED ที่จะนำมาใช้ในรถยนต์อนาคตใกล้ ๆ


ที่ใช้กับไฟเบรก ของรถยนต์ 
Robot ทำอาหาร ที่บูธของ Sumsung ก็นำมาแสดงด้วย



ในงานนี้เป็นปีแรกที่ประเทศไทยได้เข้าไปร่วมแสดงงานกับเขาด้วย ชื่อ ว่า CES 2020 ศาลาไทย มี 7 บริษัท start up ไปออกบูธ เช่น

HG robotics ไปนำเสนอ Tiger Drone ที่ทำงานกับ ระบบควบคุมระยะไกล เพื่อวางแผนการบิน

OBODroid ไปนำเสนอ หุ่นยนต์ลาดตระเวนอัตโนมัติและรายงานเหตุการณ์ผิดปกติ

LUMIO 3D นำเสนอเครื่องแสกนใบหน้าที่มีความละเอียดสูง เพื่อใช้ในงานผ่าตัดทำศัลยกรรมใบหน้า

ZANEGROTH นำเสนอเทคโนโลยีอัจฉริยะและความปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ

PETANEER เคคื่องมือสำหรับดูแลสัตว์เลี้ยง เช่นลู่วิ่งใต้น้ำ อวัยวะเทียม

PANACURA นำเสนอแถบทดสอบอาการบาดเจ็บของไต

DNA code นำเสนอเครื่องทดสอบการแพ้อาหาร โดยวิเคราะห์ร่วมกับ dna ของคนไข้





อ้างอิง
https://www.ces.tech/About-CES.aspx
https://www.cnet.com/ces/
http://www.sociallab.co.th/gax/

วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563

4 ข่าวเด่นเทคโนโลยี ในปี 2019 ที่ต้องติดตามในปี 2020

ในปีที่ผ่านมา มีเรื่องเด่น ๆ มากมาย ที่ต้องติดตามกันในปีนี้ มีอะไรบ้าง มาติดตามกัน

1. facebook กับ Libra Cryptocurrency ที่ต้องติดตามว่าจะ ออกมาให้ใช้งาน หรือ จะเลื่อนออกไป เพราะที่ผ่านมา มี หลายประเทศมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อ อธิปไตยทางการเงิน แน่นอนครับ ว่า หนึ่งในประเทศนั้นมีจีนรวมอยู่ด้วย แต่เป็นที่น่าจับตามองเพราะ มีคนใช้งาน facebook , Instagram และ What app ถึง 2 พันล้านคน หากโครงการนี้เปิดให้ใช้งานโลกทางการเงินจะปั่นป่วนขนาดไหนต้องติดตาม

2. บริษัท ไมโครซอฟต์ อาจจะกลายเป็น บริษัท โอเพนซอร์ส เพราะมีการเปิดเผยซอร์สโค๊ด มากที่สุด บน GitHub และในปี 2019 ไมโครซอฟต์ก็เข้าซื้อกิจการของ GitHub ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการ และ มีข่าวว่า ไมโครซอฟต์ จะเปิดให้ office 365 ติดตั้งบน Linux ได้ ยกเรื่องนี้มาเป็นข่าวเด่น เพราะ ระหว่าง Linux กับไมโครซอฟต์ ก็เป็นไม้เบื่อ ไม้เมา กันมาตลอด มีคนถามไลนัส ทอวัล ผู้ให้กำเนิด Linux ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร เรื่อง office 365 จะสามารถติดตั้งบน Linux ได้เขาบอกว่าถือเป็น ชัยชนะของเขาแล้วที่ ป้จจุบัน เขาดันเรื่องโอเพนซอร์สสำเร็จ

3.เรื่องของ 5G ที่ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาต้นทุนอาจจะสูงขึ้น เนื่องจาก คลื่นความถี่ที่ดีจะอยู่ในช่วง 3.7 GHz ถึง 4.2GHz ซึ่งได้ถูกใช้ไปแล้วในย่านของทีวีดาวเทียม C-band อุตสาหกรรมเคเบิลทีวี ซึ่งเป็นปัญหาว่าต้นทุนของ 5G จะสูงขึ้น เป็นเรื่องที่น่าติดตามว่า 5G จะออกมาในทิศทางใดมูลค่าการลงทุนอ้างอิงจาก fortune บอกว่าสูงถึง 30 พันล้านดอลลาร์ ถึง 50 พันล้านดอลลาร์ กันเลย


4. สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ จะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีจากจีนอาจจะเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ที่สามารถถอดรหัสการเข้ารหัสที่ในอดีตไม่สามารถถอดได้ ความกังวลในเรื่องนี้มีการพูดกันกว้างขวางว่า ข้อจำกัดต่าง ๆ ที่แน่นเกินไปเสียงต่อการนำงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ เพราะจีนเองก็เป็นตลาดที่ใหญ่กับสหรัฐเช่นกัน จีนเองก็เผยเทคโนโลยีใหม่ๆ ว่าเขาเองก็สามารถที่จะสร้างเทคโนโลยีของเขาเองได้


อ้างอิง
https://www.zdnet.com/article/2019s-five-biggest-linux-and-open-source-stories/
https://fortune.com/2019/10/17/5g-c-band-fcc-auction/
https://www.nytimes.com/2019/10/23/business/trump-technology-china-trade.html

วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562

LinkedIn เปิดเผยผลสำรวจ ตำแหน่งงานด้านไอที ช่วง 2558 - 2562

Linkedin เป็น social network ที่เน้นไปในทางด้านการทำงาน เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ว่าจ้างและลูกจ้าง ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องของตำแหน่งงานด้าน ไอที ว่ามีความต้องการทักษะในเรื่องใด โดยเฉพาะนักนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล หรือ Data scienceพัฒนาซอฟต์แวร์ และ ทักษะด้าน สถาปนิกด้าน Cloud

Linkedin ทำการวิเคราะห์งานที่เกิดขึ้นใหม่ จากสมาชิกที่เปิดโปรไฟล์สาธารณะ ที่ทำงานเต็มเวลา ในสหรัฐอเมริกา ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จากนั้นทำการคำนวณสัดส่วน ของ การจ้างงานและอัตราการเติบโตประจำปีสำหรับการประกอบอาชีพช่วงปี 2558 - 2562

ลักษณะงานที่เกิดขึ้น 5 อันดับแรกคือ

1. ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูล Linkin บอกว่ามีการเติบโตของการจ้างงานด้นนี้เพิ่มขึ้น 74% ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา เช่นทักษะในการเรียนรุ้ในเรื่องของ machine learning , Deep learning, TensorFlow , ภาษา python และ Natural language processing รวมถึง ระบบ Internet

2. วิศวกรหุ่นยนต์ หรือ Robotics ในด้านนี้เติบโตขึ้นในรอบสี่ปีที่ผ่านมาถึง 40% ทักษะที่ต้องการคือกระบวนการทางด้าน Hardware และ Software ที่ใช้เกี่ยวกับหุ่นยนต์

3. Data scientist ทักษะทางด้านนี้ มีความต้องการเติบโตขึ้นในรอบสามปีที่ผ่านมา สูงถึง 37% แต่เป็นบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ นักสถิติ ที่พัฒนาความรู้เพิมเติม ที่จะต่อไปถึงเรื่องของ การนำไปใช้ในเรื่อง Machine learning python, R, และ Apache Spark

4.Full stack engineer ในรอบสี่ปีนี้เพิ่มขึ้นถึง 34% เช่นกัน Full stack ก็จะหมายถึงกลุ่มนักพัมนาแอปพลิเคชั่น บนCloud ที่ใช้เครื่องมือแตกต่างกันเช่น Lamp Stack, MEAN Stack ที่เติบโตมากจะเป็น MEAN ( MongoDB, Express.js, Angular, และ Node.js. ) รวมถึง React.js ด้วย

5. งานที่เกียวกับ Site reliability engineer หรือกลุ่มที่ทำหน้าที่ทำให้เว็บไซต์ มีความนาเชื่อถือ การถ่ายโอน ระบบมา อยู่กับ Cloud ทักษะในด้านนี้ก็ได้แก่ AWS, Kubenetes, Docker และ Terraform

โดยตำแหน่งงานที่มักจะใช้ประกาศกันออกมาก็จะเป็น

Customer success specialist
Sale development representative
Data engineer
Behavioral health technician
Cyber security specialist
Cloud engineer
JavaScript developer

อ้างอิงจาก
https://www.zdnet.com/article/data-science-dominates-linkedins-emerging-jobs-ranking/






วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562

Deepfake เทคโนโลยี นำมาสร้างแอปพลิเคชั่น Zao ใส่รูปใบเดียวก็เป็นนางเอกในภาพยนต์ได้แล้ว

ก่อนหน้านี้เคยได้นำเสนอเรื่องราวของ DeepFake การสร้างข่าวปลอมในรูปแบบวีดีโอกันมาแล้วนั้น ตอนนี้ก็มีคนจีน ทำแอปพลิเคชั่น ออกมาสร้างความสนุกสนานให้กับผู้ที่ อยากเป็น ดาราใน ซีนของภาพยนต์ดังๆในจีนออกมา โดยใช้การถ่ายรูปใบหน้าของเราเพียงใบเดียว ด็จะสามารถเอาหน้าของเราไปแทน พระเอกนางเอกในวีดีโอนั้นได้ แอปนั้นชื่อ Zao ซึ่งตอนนี้มีอยู่ใน Apple ios ในประเทศจีน แอป Zao ตัวนี้ ผู้พัฒนาว่า Changsha Shenduronghe Network Technology ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Momo บริษัทจีนที่ทำเกี่ยวกับระบบ Live-Streaming และบริการหาคู่ 

Zao แสดงให้เห็นว่า การสร้างคลิปวีดีโอ ที่ไมจำเป็นต้องใช้ตัวตนจริง ๆ เข้ามาก็สามารถทำได้ เพียงแค่ใช้รูปถ่ายใบเดียว และ  Zao แอปได้เตรียมคริป วีดีโอเอาไว้ให้เลือกว่าจะเอาไปใช้กับภาพยนต์เรื่องใด

รายงานจาก south chaina morning post ว่า เรื่องนี้รัฐบาลจีนเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ออกกฏระเบียบ ห้ามนำ เทคโนโลยี deepfaceมาใช้ในทางการเมืองและรวมถึงการนำไปใช้ในทางความมั่นคง แต่ก็ไม่ได้ห้ามว่า แอปนี้จะต้องหยุดพัฒนาหรือให้ติดตั้งกัน รายงานข่าวบอกว่ากฏที่ออกมากว้างมากไมไ่ด้เฉพาะเจาะจงลงไป แต่ละบุว่า "การนำเทคโนดลยีใหม่ ๆ มาใช้ เช่นอุตสาหกรรม Deepface ในวีดีโอออนไลน์ ทำให้มีความเสี่ยงในการใช้เนื้อหาดังกล่าวเพื่อ ขัดขวางระเบียบของสังคมและละเมิดผลประโยชน์ของประชาชน สร้างความเสียหายทางการเมือง และสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ" ประกาศนี้เป็นข่าว ออกมาเมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา กฏระเบียบใหม่ของจีนจะนีการร่างขึ้นมา และมีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2563

แอปนี้มีการกล่าวถึงความป็นส่วนตัวว่า Zao จะเก็บรูปไปทำอะไร แน่นอนในวงการ AI การที่จะทำให้ ML นั้นฉลาดขึ้นก็ต้องมีรูปใบหน้าให้มากที่สุดและต้องเป็นอัลกอลิทึ่ม ที่ไม่สามารถใช้ภาพถ่ายมาระบุให้ AI มันรู้จักว่านี้ก็คือใบหน้าอีกเช่นกัน นั้นก็ต้องใช้ภาพใบหน้าที่หลากหลาย 





อ้างอิง https://www.scmp.com/tech/apps-social/article/3039978/china-issues-new-rules-clamp-down-deepfake-technologies-used


วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

uber พัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ เพื่อ ทำนายพฤติกรรมของคนเดินเท้า

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ายานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองจะค่อยๆกลายเป็นพาหนะที่ได้รับความนิยม อย่างไรก็ตามก่อนที่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นนักวิจัยจะต้องพัฒนาเครื่องมือที่ทำให้ยานพาหนะเหล่านี้ปลอดภัยและสามารถนำทางได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่มีประชากรอาศัยอยู่

เนื่องจากยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้รับการออกแบบมาเพื่อเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางทั้งที่เคลื่อนที่และเคลื่อนที่พวกเขาควรจะสามารถตรวจจับวัตถุได้อย่างรวดเร็วและหลีกเลี่ยง วิธีหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายนี้คือการพัฒนาแบบจำลองที่สามารถทำนายพฤติกรรมในอนาคตของวัตถุหรือผู้คนบนท้องถนน

เมื่อปีที่แล้วหนึ่งในรถยนต์ที่ขับด้วยตนเองของ Uber ได้ทำ หญิงวัย 49 ปีในรัฐแอริโซนา อุบัติเหตุครั้งนี้รได้ทำให้การถกเถียงอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยของยานพาหนะที่ขับขี่ด้วยตนเองรวมถึงการทดสอบว่ายานพาหนะเหล่านี้ควรได้รับการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่มีประชากรหรือไม่

ประมาณหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาเอกสารใหม่ที่ออกโดยคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NTSB) เปิดเผยว่ายานพาหนะอัตโนมัติของ Uber ที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุร้ายแรงในปีที่แล้วไม่ได้ระบุว่า หญิงวัย 49 ปี เป็นคนเดินเท้า รายงานเดียวกันนี้ชี้ให้เห็นว่ายานพาหนะอัตโนมัติที่เกี่ยวข้องกับการชนนั้นไม่เคยได้รับการฝึกฝนให้ตรวจจับคนเดินเท้าที่ที่อยู่นอกทางม้าลาย

การพัฒนาต่อไปจึงเน้นการพัฒนา AI ขั้นสูงและซอฟต์แวร์ที่มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นก่อนที่ยานพาหนะที่ขับขี่ด้วยตนเองจะสามารถทดสอบบนถนนจริงได้ ที่น่าสนใจคือวันก่อนเอกสารชอง NTBS จะเผยแพร่ออกมา นักวิจัยของกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงของ Uber มหาวิทยาลัยโตรอนโตและ UC Berkeley ได้รับการตีพิมพ์ล่วงหน้าบน arXiv พวกเขาได้แนะนำเทคนิคใหม่ในการทำนายพฤติกรรมคนเดินเท้าที่เรียกว่า discrete residual flow network (DRF-NET) นักวิจัยกล่าวว่า AI จะสามารถทำนายพฤติกรรมของคนเดินถนนในอนาคตใน เพื่อตรวจจับความไม่แน่นอน เพื่อการพยากรณ์การเคลื่อนที่ในระยะยาว

อ้างอิง
https://techxplore.com/news/2019-11-uber-technique-pedestrian-behavior-documents.html