วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

เทคโนโลยีที่เข้ามาใช้ในโรงเรียนอาจมีผลกระทบเรื่องความเป็นส่วนตัวของนักเรียน

วันนี้จะขอพูดถึงเรื่อง เทคโนโลยีที่กำลังเข้ามามีบทบาทในโรงเรียน เพื่อใช้ในการเรียนการสอน ใช้ติดตามการ ทำแบบฝึกหัด ทำกิจกรรมในชั้นเรียน ตั้งแต่นักเรียนในระดับมัธยมศึกษา จนถึง มหาวิทยาลัย ปัจจุบันถึงแม้ว่า บ้านเราจะยังมีการใช้งานน้อยมาก เมื่อเทียบกับ โรงเรียนในสหรัฐอเมริกา แอปพลิเคชั่นอย่างเช่น Google classroom และ ClassDojo ถูกนำมาใช้ในโรงเรียน รายงานของ (washingtonpost, 2019) อ้างว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของโรงเรียน K-8 ในสหรัฐอมเนริกา ใช้แอปพลิเคชั่นเหล่านี้ในการให้คะแนน ในการมีส่วนร่วมของเด็ก ๆ ที่อยู่ในแอปพลิเคชั้น

แอปแบบนี้ครูจะสร้างชั้นเรียนออนไลน์ขึ้นมาจากนั้นก็จะใช้ e-mail ในการสมัครใช้งาน นักเรียนทุกคนจะมี e-mail เป็นของตัวเองและจะเข้าชั้นเรียนผ่านการเชิญของครูประจำวิชา การเรียนการสอนในชั้นเรียนจริง แต่ก็มีกิจกรรมในกลุ่มออนไลน์ เช่น ครูใส่วีดีโอ เนื้อหาลงไปและติดตามว่ามีนักเรียนคนไหนคลิกเข้าไปดูบ้างแบบนี้เป็นต้น
ภาพตัวอย่างห้องเรียนออนไลน์ของ ClassDojo.com

ประเทศไทย มีการใช้ Google for Education กันมากขึ้นแต่สำหรับ Google Class room นั้นพบจากแวดวงคนใกล้ชิดว่า ใช้กันน้อยมากจนถึงไม่ได้ใช้งานเลย
ตัวอย่าง Google classroom


เมื่อเรามามองต่างมุมกันว่าใช้โซเชียลมีเดีย เราก็จะพบว่า เราถูกจับตาจากปัญญาประดิษฐ์ เพื่อวิเคราะห์ว่า เราชอบอะไร ชอบทำอะไร ชอบทานอะไร มันก็จะเอาเนื้อหาที่เกี่ยวข้องมาให้เขาเห็น เราก็จะคิดว่าความเป็นส่วนตัวเราไม่มีแล้ว โซเชียลมีเดีย รู้หมด

แล้วแอปพลิเคชั่นเพื่อการศึกษาเหล่านี้จะเอาข้อมูลส่วนบุคคลของเด็ก ๆ ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เช่นส่งโฆษณามาให้ ข้อมูลความเป็นส่วนตัวที่ดูเหมือนจะเล็กลงไปเพราะ บริษัทอย่าง Google เองก็ออกมาให้ความเห็นว่า นโยบายความเป็นส่วนตัวของนักเรียนจะไม่ถูกแบ่งปันกับบริษัทเพื่อประโยชน์ทางการตลาดหรือการโฆษณาและผู้ปกครองสามารถขอลบได้

มันสะท้อนถึงความไม่ไว้วางใจในเทคโนโลยีที่มีมากขึ้น จากการสำรวจของ (pew Research center) เมื่อปี 2018 มีเพียง 1 ใน 4 ของชาว อเมริกันที่คิดว่า บริษัทจะปกป้องการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

มามองในมุมมองถึงประโยชน์ในการใช้ เครื่องมือออนไลน์ในการเรียนการสอน หรือ บางคนเรียก e-learning ว่าโดยความเป็นจริงแล้ว เราสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ได้เช่น

ในภาวะที่การเดินทางมีปัญหาการจราจร ภาวะมลพิษทางอากาศ เราอาจจะใช้ e-learning ในการเรียนการสอนผสมผสานกับการเรียนในห้องเรียน ลดเวลาการเดินทาง

การใช้ e-learning เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้และครูมีสื่อการสอนอย่างเท่าเทียม มีวิธีการถ่ายทอดที่ ครูสามารถแลกเปลี่ยนกัน ด้วยการเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย

การใช้ Google classroom หรือ ClassDoJo จะช่วยประหยัดงบประมาณในการดูแลระบบ เพราะเจ้าของระบบเป็นผู้ดูแล ครูมีหน้าที่สร้างสื่อการเรียนการสอน นำกระบวนการสอนเหล่านี้ไปใช้เป็นกิจกรรมในชั้นเรียน เช่นให้เด็กๆ ทำแบบฝึกหัดออนไลน์มากจากบ้าน หรือ ดูวีดีโอการบรรยายมาก่อนจากนั้น ใช้เวลาในห้องเรียนในการถามตอบ สรุปออกมาเป็นความรู้

การใช้ e-learning เพื่อลดปัญหาการแบกหนังสือเรียน ของเด็กๆไปโรงเรียนทุกวัน จนหลังเสียปัญหาเรื่องราคาหนังสือเรียน หรือ การขาดแคลนหนังสือ

การขาดครูอาจจะใช้ร่วมกับการเรียนทางไกลผ่านดาวเทียมแล้วให้นักเรียนและครูประจำชั้น ทำกิจกรรมผ่านระบบออนไลน์

โดยส่วนตัวผมแล้วคิดว่าประโยชน์ยังมีมากกว่าความหวาดระแวงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลที่จะไปมีประโยชน์ ต่อ บริษัทโฆษณา หากเป็นโฆษณาที่ให้ ทางเลือกในการศึกษา ต่อ หรือ ทุนการศึกษาในต่างประเทศ หรือ ในประเทศ ก็น่าสนับสนุน




อ้างอิง :
Heather Kelly, 2019, School apps track students from classroom to bathroom, and parents are struggling to keep up,washington post ,https://www.washingtonpost.com/technology/2019/10/29/school-apps-track-students-classroom-bathroom-parents-are-struggling-keep-up/?arc404=true
AARON SMIT, 2018, Public Attitudes Toward Technology Companies ,pew research,
https://www.pewresearch.org/internet/2018/06/28/public-attitudes-toward-technology-companies/

วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562

Facebook Horizon โซเชียลเน็ตเวิรค์ในโลกเสมือนจริง

Facebook เปิดตัวโครงการ Horizon ซึ่งจะเป็นโซเชียลมีเดีย ในรูปแบบใหม่ที่จะนำผู้ใช้งานเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริง ผ่านการสวมใส่อุปกรณ์ Oculus Quest หรือ Oculus Rift หรือที่เรารู้จักกันในรูปแบบ VR HeadSet ทุกคนจะเข้าไปใช้ชีวิต พูดคุยกับเพื่อน หรือ เพื่อนใหม่ในรูปแบบของ 3D และยังสามารถเล่นเกมส์ด้วยกัน


ผู้คนที่เข้ามาสามารถที่จะสร้างโลกของตัวเอง Facbook Horizon จะเปิดตัวในช่วงปี 2020 ในอดีตก็มีโซเชียลมีดีในรูปแบบนี้เหมือนกันที่ชื่อว่า Second Life แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมอาจจะเป็นเพราะการใช้งาน แต่อย่างไรก็ดีเฟสบุค ลงมาเล่นเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่คาดเดายากเช่นกันว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะผู้ใช้ต้องซื้ออุปกรณ์เสริม ซึ่งก็จะคล้าย ๆ กับ PSVR Dreams ของ PlayStation และ Roblox ว่ากันว่าในปี 2559 Facebook ได้แจกนวนิยายเรื่อง Ready Player One ให้กับพนักงานของเขาเพื่อเริ่มสร้างฝันด้วยกัน

การเปิดตัวในครั้งนี้สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://www.oculus.com/facebookhorizon/sign-up/
สำหรับใครที่กำลังเบื่อกับโซเชียลมีเดียในรูปแบบเดิมและมาสร้างโลกใหม่ หากใครเคยชมภาพยนต์เรื่อง Ready Player One ก็จะเข้าใจรูปแบบเพียงแต่ ตัว Avatar ใน Horizon จะไม่มีขา เมื่อเราเข้ามาใน Horizon ทุกคนสามารถออกแบบชายหาดส่วนตัว ผ่านเครื่องมือ ใน VR ที่เรียกว่า Horizon World Builder

faceBook Horizon จะสร้างประสบการณ์และความเปลี่ยนแปลงให้กับแบรนด์ต่าง ๆ ต้อง เข้ามาสร้าง บิลบอร์ด โฆษณาต่าง ๆ ในนี้ และ เกมส์ในรูปแบบใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นในโลกเสมือนจริง

วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2562

e-book ในปี 2019

e-book ถือได้ว่าเป็นความสะดวกสบายอีกรูปแบบหนึ่งของคนรักการอ่าน ความสะดวกของนักวิชาการที่จะสามารถหาหนังสือมาอ่านได้มากมายและรวดเร็ว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น สาเหตุหลักๆ ก็มาจากการที่ e-book มีการปรับธุรกิจด้านนี้

e-book เป็นการขายในรูปแบบเดียวกับหนังสือ คือ ซื้อเป็นเล่ม ในรูปแบบ e-book คนอ่านก็มีความรู้สึกว่า ราคาไม่ได้ถูกลงมาก คนส่วนใหญ่ก็จะยังอยากซื้อเป็นเล่มกระดาษ เพราะสำนักพิมพ์ ต้องมีคนตรวจคำผิด จัดรูปเล่ม และแปลงเอกสาร ดิจิทัล ให้อยู่ในรูปแบบ epub เพื่อให้สะดวกต่อการอ่านบนหน้าจออุปกรณ์ที่มี ขนาดหลากหลาย โดย epub จะปรับจำนวนหน้าและขนาดตัวอักษรให้น่าอ่าน มากขึ้น

e-book ในรูปแบบ บอกรับสมาชิก เช่น amazon unlimited รูปแบบนี้สมาชิกสามารถอ่านหนังสือเล่มไหนก็ได้ที่ร่วมรายการ สำหรับเล่มที่ไม่ได้ร่วมรายการ ก็จะผลักไปให้ ซื้อเป็นเรื่องๆไป

การขายหนังสือแบบบอกรับสมาชิกทำให้การค้นคว้าหนังสือตำราวิชาการทำได้ง่ายสะดวก โดย เช่น ของค่า safarionline สมาชิกสามารถ อ่านหนังสือได้หลายสำนักพิมพ์ บนหน้าจอ แทปเล็ต และ คอมพิวเตอร์ หรือ มือถือ โดยการบอกรับสมาชิก สมาชิกจะอ่านเล่มไหนด็ได้หมด รวมถึง วีดีโอการสอน ที่สามารถเข้าถึงได้ทันทีซึ่งเป็นกลยุทธที่ ถูกใจสมาชิกให้ต้องต่ออายุกันทุกปี

ในไทยเองการบอกรับสมาชิก ถ็ถูกนำมาใช้เหมือนกันกับค่ายหนังสือออนไลน์เช่น ookbee (https://www.ookbee.com/) ยังมีบริการพิมพ์เป็นกระดาษ  ส่วน meb (https://www.mebmarket.com) และมี ebook ฟรีให้ดึงดูดผู้อ่านอีกด้วย

สำหรับตลาด e-book ไทยที่สดใสจะเป็นพวกหนังสือแนวนิยายที่ขายได้ดี สะดวก เพราะนิยายหากนำมาพิมพ์เป็นเล่มบางเรื่องก็ประเมินความต้องการตลาดยากแต่พิมาเป็น e-book ก็จะ

ล่าสุดสำนักพิมพ์ เพียร์สัน ประกาศจะ ค่อย ๆ หยุดพิมพ์ ตำราเรียนและหันมาให้นักเรียนได้เช่าหนังสือจาก ดิจิทัล แทนซึ่งจะสามารถปรับปรุงเนื้อหาได้

(voice online )ระบุว่า 'เพียร์สัน' บริษัทสัญชาติอังกฤษผู้จัดพิมพ์ตำราเรียนรายใหญ่ในสหรัฐฯ ซึ่งมีสำนักพิมพ์ลองแมนและเพนกวินบุ๊กส์อยู่ในเครือ จะพิมพ์ตำราเรียนที่เป็นกระดาษน้อยลง และหันไปให้ความสำคัญกับอีบุ๊กส์มากขึ้น

(BBC) พียร์สันได้ผ่านพ้นช่วงเวลาอันเจ็บปวดมาหลายปีหลังจากยอดขายและกำไรที่ลดลง แต่ดูเหมือนว่าจะมีมุมหนึ่งในปี 2561 ยอดขายพื้นฐานของ บริษัท เพิ่มขึ้น 2% ในไตรมาสแรกของปี 2562 แม้ว่า บริษัท จะยอมรับรายได้ในธุรกิจของสหรัฐอาจลดลง 5% ในปีนี้นายฟอลลอนกล่าวว่าแผนการสำหรับตำราเรียนจะเริ่มขึ้นในสหรัฐอเมริกา แต่ในเวลาต่อมาจะขยายไปสู่ตลาดอื่น ๆ รวมถึงสหราชอาณาจักร

กลับมาที่ตลาดไทยบ้างครับ อย่างไรก็ดีตำราเรียนในเมืองไทยก็ ยัง พิมพ์เป็นเล่มกระดาษอยู่ และ ตำราเรียนของไทยยังไม่ได้เป็น e-book และถ้ามีเป็น e-book ส่วนใหญ่ก็จะไม่มีเป็นกระดาษ

ส่วนตัวผม อ่านทั้งเป็นกระดาษ และ เป็น e-book และกระดาษยังจับต้องได้ผมสามารถ ให้เพื่อน ยืมอ่านได้ หรือ ซื้อเป็นของฝากของขวัญได้ ส่วน ebook ก็ทำได้ในส่วนของการซื้อเป็น ของขวัญก็ทำให้เพิ่มจำนวนผู้อ่านได้อีกด้วย

อ้างอิงจาก voice online และ BBC

วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2562

การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในประเทศ

ในการทำสื่อออนไลน์ ขายสินค้า หรือการสร้างเนื้อหาใน youtube  เว็บไซต์ธรรมนิติเปิดเผยว่า ผู้ประกอบการไทย(ธรรมนิติ, ) ละเมิดลิขสิทธิ์ เพลง ภาพ ซอฟต์แวร์ ในโลกออนไลน์ เพื่อเผยแพร่ จะเป็นเรื่องของการใช้มีเดีย ภาพ เสียง รูปแบบฟ้อนต์ เครื่องมือที่ใช้หรือซอฟต์แวร์

ปัจจุบันยังพบว่าการละเมิดลิขสิทธ์โดยฉพาะผู้ประกอบการ อิสระ SME ไปจนถึง สถานประกอบการณ์ จะหนักไปทางซอฟต์แวร์ ปี 2560 ระบุว่าประเทศไทยละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ สูง ถึง 66% เป็นอันดับที่ 3 ของเอเซียแปซิฟิก  (thaipublica) ในปี 2560 อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ฯ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อยู่ที่ 57% คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 16,439 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจาก 61% ในปี 2558

สำหรับในประเทศไทย อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ อยู่ที่ 66% ในปี 2560 คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 714 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจาก 69% ในปี 2558 ตัวเลขในประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า ในจำนวนคอมพิวเตอร์ 100 เครื่อง มีการติดตั้งซอฟต์แวร์เถื่อน 66 เครื่อง

ข่าวจากหนังสือพิมพ์(ประชาชาติ)สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ประกาศการประเมินสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยในฐานะคู่ค้าตามกฎหมายการค้าสหรัฐ มาตรา 301 พิเศษ ให้อยู่ในกลุ่มบัญชีจับตาธรรมดา (Watch List : WL) จากก่อนนี้ที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List-PWL) เนื่องจากปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ลดลง

ผลกระทบจากการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์

1. การจ้างงานจากต่างประเทศ จะมองว่า เป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพราะผู้ประกอบการไทย ใช้ซอฟต์แวร์ Crack ไม่มีค่าใช้จ่าย เช่นซอฟต์แวร์ออกแบบเขียนแบบ ซอฟต์แวร์ 3D
2. เมื่อใช้ ซอฟต์แวร์ crack เพื่อปลดล๊อก วันหมดอายุ หรือ เพื่อใส่ ไลเซนต์คีย์ ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการ crack จะนำพาไวรัส หรือ มัลแวร์ เข้ามาสร้างความเสียหายกับข้อมูล เช่น มีการ เข้ารหัสเรียกค่าไถ่ ข้อมูลที่ไม่สามารถเข้าไปใช้งานได้
3. ต้นทุนจะสูงขึ้น เมื่อถูกจับ และปรับ
4. เมื่อเป็นประเทศจับตามอง

ประเมินว่าจากนี้ปัญหาจะลดลงเรื่อย ๆ จากเทรนด์เทคโนโลยีที่เน้นการใช้ซอฟต์แวร์ผ่านระบบคลาวด์ ซึ่งทำให้เจ้าของสิทธิ์ตรวจสอบง่าย ขณะที่ซอฟต์แวร์ในรูปแบบเดิมค่อย ๆ ทยอยหยุดการอัพเกรด

ข่าวจากหนังสือพิมพ์(ประชาชาติ)“ประเทศจีนการละเมิดลิขสิทธิ์เกือบ 100% แต่พอมาใช้โมบายและคลาวด์ อัตราการละเมิดสิทธิ์ลดลงเร็วกว่าไทยมาก โดยคาดว่าไทยอาจใช้เวลาประมาณ 20 ปี เพราะประเมินว่ากว่าครึ่งของบริษัทในไทยยังมีการละเมิดสิทธิ์ซอฟต์แวร์ และหลายองค์กรยังไม่เปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีคลาวด์ บั่นทอนศักยภาพการแข่งขัน ทั้งที่มีผลวิจัยระบุว่า ถ้า 10% ขององค์กรใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะดัน GDP ประเทศเพิ่มได้ 1%”

ปัญหานี้จะลดลงถ้า

  1.  ทุกคนหันมาใช้โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ ที่หมายถึง ซอฟต์แวร์เปิดเผย code สามารถนำไปต่อยอดใช้งานได้ เช่น LibreOffice, OpenOffice ด้านกราฟฟิกเช่น GIMP, Inkscap, งาน 3D เช่น Blender ระบบปฏิบัติการเช่น Linux Desktop
  2. ใช้ฟ้อนต์ที่สามารถนำไปใช้งานได้เสรี จาก https://fonts.google.com/ 
  3. เพลงประกอบการใช้งานต่าง ๆ ใชเพลงจาก https://www.youtube.com/audiolibrary/music?nv=1
  4. ภาพประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ภายให้ CC หรือ ครีเอทีฟคอมมอน เช่น open clip art http://clipart-library.com/openclipart.html
  5. คลังภาพไืทยจาก โครงการคลังทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด https://oer.learn.in.th/




วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562

Software Freedom Day 2019


ซอฟต์แวร์ฟรีด้อมเดย์ เป็นวันที่ทั่วโลก เฉลิมฉลอง ให้กับ โลกของซอฟต์แวร์เสรีและโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ เป้าหมายก็คือการให้ความรู้แก่สาธารณชนทั่วโลกเกี่ยวกับประโยชน์ของการใช้ ซอฟต์แวร์เสรีและโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ โดยปีนี้จะจัดพร้อมกัน วันเสาร์ที่ 21 กันยายน หรือเสาร์ของสัปดาห์ที่สามของทุกปี

วัตถุประสงค์ที่เกิดวันนี้ขึ้น


  • เพื่อนึกถึงคนที่อยู่เบื้องหลังซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส
  • เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับซอฟต์แวร์เสรีและสนับสนุนให้มีการใช้มาตรฐานเปิด
  • เพื่อสร้างการเข้าถึงโอกาสที่เท่าเทียมกันจาการใช้เทคโนโลยีแบบมีส่วนร่วม

ซอฟต์แวร์เสรีคืออะไร?

ซอฟต์แวร์เสรีเป็นซอฟต์แวร์ที่ให้อิสระแก่ผู้ใช้ในการแบ่งปันศึกษาและแก้ไข เราเรียกว่าซอฟต์แวร์เสรี ซอฟต์แวร์เสรีเป็นทางเลือกใรการเข้าถึงสารสนเทศอย่างเท่าเทียม เพื่อ การเรียนรู้ และแบ่งปันกับคนอื่น 

องค์กรที่อยู่เบื้องหลัง SFD


มูลนิธิ Digital freedom ได้ก่อตั้งในปี 2547 เพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมซอฟต์แวร์เสรีที่ชื่อว่างานซอฟต์แวร์ฟรีด้อมเดย์ ปัจจุบัน ได้ดำเนินการส่งเสริมกิจกรรม Document Freedom Day 

เรื่องราวของซอฟต์แวร์ฟรีด้อมเดย์

ในปัจจุบันชีวิตของเราพึงพาเทคโนโลยีมากขึ้น ทำให้เราต้องพิจารณาถึงผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อชีวิตของมนุษย์ และเพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อ สร้างข้อจำกัดในด้านโอกาสในการสร้างนวัตกรรม และเสรีภาพ

เทคโนโลยีที่โปรงใสซึ่งหมายถึงซอฟต์แวร์บางตัวที่สามารถเข้าถึงซอร์สโค้ดเช่นซอฟต์แวร์เสรีและโอเพนซอร์ส (FOSS) ทำให้เรามั่นใจได้ว่าสามารถรู้ หรือ ตรวจสอบสิ่งที่ซอฟต์แวร์ทำ เช่น การที่ซอฟต์แวร์ฝังสปายแวร์เอาไว้ แต่ จะไม่สามารถทำได้กับซอฟต์แวร์ระบบเปิด หรือ ที่เรียกว่า โอเพนซอร์ส เพราะจะต้องเปิดเผยซอร์สโค้ดสู่สาธารณะ การที่ซอฟต์แวร์ระบบปิดที่ถือกรรมสิทธิ์จากผู้ผลิตจะทำให้เราไม่สามารถตรวจสอบซอร์สโค๊ดได้เลย

เมื่อประเทศยากจนกำลังพัฒนาต้องการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร หรือใช้เทคโนโลยี พวกเขาจะต้องมีต้นทุนที่ไม่ต้องละเมิดลิขสิทธิ์ ทางเลือกที่ทำได้อย่างน่าภูมิใจเมื่อชุมชนชาวโอเพนซอร์สจากหลายแห่งทั่วโลก กำลังลงมือสร้างสรรค์ผลงานและแจกจ่ายให้ ชุมชนช่วยกันแก้ไข ดัดแปลง แปลงชุดคำสั่งให้รองรับภาษาท้องถิ่น ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ จน ถึงซอฟต์แวร์แอปพลิเคชั่น สำนักงาน ตลอดจน มาจรฐานเปิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น mp4 pdf .ODT ODP openAI รวมถึงระบบปฏิบัติการ android , ios  Cryptocurrency ที่มีพื้นฐานมาจาก ซอฟต์แวร์ฟรีด้อม และ open Source ทั้งนั้น

ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ที่เป็นโอเพนซอร์สย่อมที่จะต้อง โอเพนซอร์สต่อไปตามเงื่อนไขระเบียบวิธีที่ตกลงกัน



วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562

Deepfake ปัญหาการปลอมภาพหรือวีดีโอเหมือนจริง

โลกของเราต้องรับมือกับ Deepfake การสร้างภาพปลอมหรือวิดีโอปลอมที่ทำได้เหมือนจริงมากๆ

[1]Deepfake เป็นงานวิจัยหนึ่งชื่อ computer Vision ในสาขา วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ โดยพื้นฐานนั้นมาจากการนำเอาปัญญาประดิษฐ์มาประมวลผลภาพด้วยคอมพิวเตอร์ โดยนำภาพจากวีดีโอ แยกออกมาเป็นเฟรม แล้ว จากนั้นให้ปัญญาประดิษฐ์ นำเอาภาพที่มีความคล้ายคลึงกันในแต่ละอริยบท มาทำการ ทดแทนลงไป โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะสั่งเคราะห์รูปร่างของปากให้ตรงกับเสียง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้ การตัดต่อเสียงและมีภาพประกอบมีความสมจริงมากขึ้น

[1]Deepfake เกิดขึ้นเมื่อประมาณปลายปี 2560 โดยผู้ที่ใช้ reddit เป็น Social Media เขาใช้นามแฝงว่า Deepfakes  ได้ออกมาเปิดเผยว่าเขาได้ทำการเผยแพร่วิดีโอที่เกี่ยวข้องกับใบหน้าของ คนดัง ที่ถูกเปลี่ยนไปเป็นร่างของนักแสดงหญิง ในวีดีโอลามก และก็มีวีดีโอ หลายเรื่องที่เขาใช้ใบหน้าของนิโคลัสเครส มาตัดต่อลงในวีดีโอของเขา

ในทางการเมือง อาจถูกนำมาใช้เพื่อบิดเบือนความจริง โดยอาจจะทำการตัดต่อเสียงพูดและให้คอมพิวเตอร์วิเคราะห์ใบหน้าและปากให้ตรงกับ เสียงพูดใหม่ที่ตัดต่อมาแล้ว

[2]หน่วยวิจัยขั้นสูงกระทรวงกลาโหมของโซเวียต(DARPA)ไม่นิ่งนอนใจ ในเรื่องนี้ออกมารับเป็นเจ้าภาพในเรื่อง ที่จะสร้างเครื่องมือตรวจจับ Deepfake แล้วทำการควบคุมเพื่อไม่ให้ ข่าวปลอม ที่สร้างจาก Deepfake นั้นถูกเผยแพร่ ออกไป


ในประเทศไทยเอง เห็นมีรายงานข่างว่า รัฐมนตรี กระทรวง DE จะเอาจริงเอาจังกับเรื่องของข่าวปลอม ซึ่งปัจจุบันข่าวปลอมในบ้านเรามักจะเอามาจากข่าวจริงนิดหนึงแล้วบิดเบือน หรือ มาจากการปล่อยข่าว หรือ มีคลิปเสียงออกมาแค่นั้น ยังไม่ค่อยมีการนำวิธีการนี้มาใช้

แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงเพราะเครื่องมือที่นำมาใช้เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สซึ่งจะไม่ขอบอกว่าเป็นซอฟต์แวร์อะไร หากมีใครเอามาสร้างข่าวปลอม กระทรวง DE จะรับมือเรืองนี้อย่างไร ต่อไปนี้ ข่าวปลอมคงไม่ใช่แค่ทำเว็บ หรือ ตัดต่อภาพนิ่งอย่างเดียวอีกต่อไป

อ้างอิง
 [1] https://en.wikipedia.org/wiki/Deepfake
[2] https://www.nextgov.com/emerging-tech/2019/08/darpa-taking-deepfake-problem/158980/

วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562

Facebook กำลังทำการทดลอง ถอดรหัสคลื่นสมอง ออกมาเป็นข้อความ


จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อโลกในอนาคตอันใกล้นี้มนุษย์จะสามารถถอดรหัสคลื่นสมองออกมาเป็นข้อความได้
ข่าวนี้ถูกเปิดเผย มาจาก Facebook ว่า Facebook เองนั้นกำลัง มีโครงการทดลองพิมพ์ข้อความ จากสมอง โดยที่ไม่ต้องทำการผ่าตัดแต่อย่างใด

Facebook ได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในความพยายามที่จะ วิจัยเรื่องนี้ หนึ่งในนั้นก็คือ University of California. Facebook ได้ทำการร่วมวิจัยเพื่อศึกษาว่าขั้วไฟฟ้าที่อยู่ในสมองสามารถช่วยให้เราเรียนรู้และถอดรหัสคำพูดจากคลื่นสมองแบบ real time หรือไม่

ทุนการศึกษาที่เปิดเผยมาเมื่อวันที่ 27 กรกฏาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่านักวิจัยสามารถ เห็นได้ทันทีเป็นข้อความบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นวลีของผู้เข้าร่วมวิจัยด้วยการดูกิจกรรมของสมองชุดของคำตอบในการตอบคำถามที่กำหนดเอาไว้ เพื่อศึกษาผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชัก 3 คนด้วยการ สมัครใจ

Facebook เปิดเผยว่าถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาอันยาวนานที่จะศึกษาในเรื่องนี้ ถ้าหากว่าประสบความสำเร็จมันก็จะช่วยทำให้มนุษย์สามารถสื่อสารได้จากสมองเพื่อบอกไปยังสังคมว่าเกิดอะไรขึ้น
สัญญาณของสมองนั้นที่ได้ออกมาเป็นกุญแจสำคัญสำหรับ ช่วยเหลือ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคลมชักส่งข้อความ ซึ่งอาจจะสำเร็จภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

Mark chevillet หัวหน้านักวิจัยของ Facebook Reality Labs กล่าวถึงในการวิจัยเรื่อง Brain computer Interface ได้บอกกับผู้สื่อข่าว CNN Business ว่าการวิจัยในครั้งนี้อาจจะใช้เวลานานกว่า 10 ปี
จุดเริ่มต้นของโครงการนี้

ครั้งหนึ่งเมื่อปี 2017 ในงาน F8 ซึ่งเป็นงานสำหรับการประชุมวิชาการของนักพัฒนา Facebook ได้ วาดภาพอุปกรณ์ประหลาดชนิดหนึ่งที่จะรับสัญญาณจากสมองและสามารถพิมพ์ข้อความได้ 100 คําต่อนาที
อุปกรณ์ดังกล่าวยังเป็น หนทางอีกยาวไกลสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่จะทำการเชื่อมต่อ สมองเข้ากับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Brain computer Interface

จากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเกี่ยวกับงานวิจัยของ Facebook แต่ในความเป็นจริงแล้วหลังจากที่พูดบนเวทีจากนั้นอีกหกเดือน Regina Dugan หัวหน้าฝ่ายฮาร์ดแวร์ลับของ Facebook ก็ได้รับงานชิ้นนี้ลงไปในห้องปฏิบัติการของเขาแล้วที่ตะต้องทำให้สำเร็จ

และเมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook ได้กล่าวถึงที่ harvard ว่า เขากำลังจะมีการปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มและการคำนวณบางอย่างให้มีความสัมคัญกับผู้คนมากขึ้น
การฝัง Electrodes บนสมองของผู้ป่วย

การวิจัยในครั้งนี้ ดูหนังออนไลน์ได้รับอาสาสมัครผู้ป่วย โรคลมชักที่อยู่ที่โรงพยาบาล 3 คน ด้วยการติดตั้ง เครื่องมือชนิดนี้และ รายการ ยิงคำถามถามผู้ป่วย จากนั้นก็จะติดตามคลื่นสมองโดยใช้หลักการวิเคราะห์ด้วย Machine Learning อัลกอริทึม โดยให้ คอมพิวเตอร์เลือกคำตอบที่เตรียมเอาไว้ 24 คำตอบ
การแปลสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองออกมาเป็นคำพูดนั้นยาก แต่ถ้าหากว่าประสบความสำเร็จ ผลลัพธ์ที่ได้มันจะทำให้ช่วยผู้คนที่สูญเสียความสามารถในการพูดได้อีกมาก

แหล่งที่มา CNN-Business July 30, 2019